10 โรคร้ายที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต รวมทั้ง 10 โรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย

100

โรคร้ายเป็นภัยเงียบที่แฝงมากับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ แม้เราจะรู้จักโรคเหล่านี้มาบ้าง แต่วันนี้มาเราอัพเดทข้อมูลกันดีกว่าค่ะ เพื่อจะได้รู้เท่าทันและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มะเร็งครองแชมป์มัจจุราช

โรคมะเร็งหากเป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะรายที่พบในระยะลุกลาม ในประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ติดต่อกันมา 5 ปี มีผู้เสียชีวิตประมาณปีละ 50,000 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน พบผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 70,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โรคมะเร็งที่พบมากที่สุด 6 อันดับแรกในปี 2547 ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งในช่องปาก โดยมะเร็งที่ผู้ชายเป็นกันมากอันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งตับ รองลงมาคือ มะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนมะเร็งที่พบในผู้หญิงตามลำดับคือมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งตับ

แอลกอฮอล์ชนวนโรคกายและโรคใจ

อย่างที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์ เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายมากมาย เช่นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ ตับอ่อนอักเสบ โรคกระเพาะและกระเพาะรั่ว ภาวะเลือดออกจากทางเดินอาหาร เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้มักเป็นเรื้อรังและทำให้ผู้เจ็บป่วยทุกข์ทรมาน ทั้งยังก่อเกิดภาวะแทรกซ้อนในโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบ)

ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

แม้แต่โรคทางจิตก็มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน ต้นเหตุการป่วยทางจิต 1 ใน 3 มาจากการติดเหล้า และพบว่าในกลุ่มคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 90% เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า หรือใช้แอลกอฮอล์ หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน โดยผู้ป่วยทางจิตจะมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงกว่าผู้ป่วยทางกายประมาณ 3 เท่าตัว โดยเฉพาะคนติดเหล้ามากๆ จะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพหลอน หูแว่ว หลงผิด หวาดระแวง และคลุ้มคลั่ง

วัณโรค ภัยในอากาศที่กำลังกลับมา

ปอดอักเสบ วัณโรค โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นกลุ่มโรคเดียวกัน แต่ที่กำลังต้องจับตาเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือวัณโรค ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า มายโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลสิส (Mycobacterium tuberculosis) ตอนนี้กำลังเป็นปัญหาสาธารณสุขและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น จากรายงานขององค์การอนามัยโลกล่าสุดในปี 2549 ระบุว่าพบประชากรโลก 1 ใน 3 หรือประมาณ 2,000 ล้านคนติดเชื้อวัณโรค และมีผู้ป่วย 15 ล้านคน สำหรับคนไทยคาดว่าราว 20 ล้านคนมีเชื้อวัณโรคในตัว พร้อมกำเริบหากสุขภาพทรุดโทรม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าจัด หรือติดเชื้อเอดส์ ผู้ติดเชื้อวัณโรคเหล่านี้อาจป่วยได้ถึงปีละ 1 แสนคน

 

ประเทศไทยมีปัญหาวัณโรคอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลกและถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับ 6 รองจากมะเร็ง โรคหัวใจ อุบัติเหตุ เอดส์ ไข้เลือดออก ในปี 2549 ตรวจพบผู้ป่วยวัณโรค 58,639 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 70 เป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่ตรวจพบเชื้อในเสมหะ ซึ่งสามารถแพร่เชื้อจากการไอจามติดต่อสู่คนรอบข้างได้ ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 15-44 ปี

โรคร้ายที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตนั้น มีความสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังที่คนไทยประสบ โรคเรื้อรังเป็นโรคที่รัฐบาลเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก และก่อให้เกิดโรคร้ายแรงตามมาอีกมากมาย อย่างความดันสูง การรักษาก็ต้องกินยาตลอด โรคเบาหวาน บางคนไม่ดูแลสุขภาพตัวเอง ไม่เคยสังเกต ไม่ตรวจโรคเลย แล้วเมื่อมีอาการเรื้อรัง ก็จะทำให้ไตอักเสบ หรือเกิดอาการไตวายได้

10 อันดับโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย มีดังนี้

– โรคหัวใจและหลอดเลือด

– โรคของต่อมไร้ท่อ (โรคกลุ่มเบาหวาน ไทรอยด์ ต่อมหมวกไต)

– โรคระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น

– โรคระบบทางเดินอาหาร

– โรคระบบทางเดินหายใจ

– โรคภูมิแพ้

– โรคระบบประสาทจิตเวช

– โรคระบบทางเดินปัสสาวะ

– โรคของปาก หู คอ จมูก

– โรคผิวหนัง

Comments Off

6 วิธีพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพ

mbhg97hh-1397612399

วิธีที่ 1 ฝึกอ่านอย่างละเอียดพร้อมกับจดโน้ตไปด้วย

อ่านอย่างละเอียดยังไง? อาจเริ่มจากการขีดเส้นใต้ หรือทำไฮไลท์คำต่างๆ เพื่อหาคำที่ไม่เข้าใจ หรือคำที่เป็นใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน หาคีย์เวิร์ด (Keyword) คำสำคัญในเรื่อง หรือแม้แต่การตั้งคำถามเพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ตัวเองพยายามทำความเข้าใจเรื่องที่อ่านมากขึ้น จะได้มีแรงผลักดัน สุดท้ายหลังจากอ่านจบลองเขียนสรุปเรื่องทั้งหมดดูซิ ว่าคนเขียนพูดถึงเรื่องอะไร การเขียนสรุปเป็นวิธีการตรวจสอบที่ดีวิธีหนึ่งว่าเราเข้าใจเรื่องที่อ่านจริงๆหรือไม่

วิธีที่ 2 เพิ่มระดับความเร็วในการอ่าน

โดยเฉลี่ยแล้วคนเราจะใช้เวลาอ่าน 240 – 300 คำในหนึ่งนาที โดยคนส่วนใหญ่จะอ่านโดยมองเป็นคำๆไป ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่าน ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเพิ่มความเร็วในการอ่านแบบในหนึ่งนาทีต้องอ่านจบสองหน้านะคะ เพราะนั่นก็จะทำให้แค่อ่านเร็วขึ้น แต่ไม่สามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ แต่ให้เปลี่ยนเป็นในการจ้องมองแต่ละครั้งพยายามมองให้ได้หลายๆคำๆ เก็บข้อมูลหลายๆคำไว้ อย่างเช่น คนส่วนใหญ่จะอ่านโดยสายตาของพวกเขาจะมองแค่คำๆเดียว เราก็แค่เปลี่ยนจากการมองแค่คำเดียวเป็นมองเป็นเซต เซตหนึ่งอาจมีซักสามสี่คำว่าไป ทีนี้การอ่านของเราก็จะเร็วขึ้น และยังคงความเข้าใจในเนื้อหาได้ดีอีกด้วย

วิธีที่ 3  อ่านมากกว่าหนึ่งครั้ง

ทักษะการอ่านเป็นสิ่งที่ต้องสั่งสมค่ะ ถ้าเราเป็นเพียงคนเริ่มต้นในการอ่านภาษาอังกฤษ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถเข้าใจได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน ฉะนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือทิ้งไว้หลายๆวัน หรืออาจจะเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน แล้วจึงกลับมาอ่านใหม่ จะสังเกตอย่างเห็นได้ชัดเลยว่าเราเข้าใจเรื่องที่อ่านไปมากขึ้น อาจเพราะการสั่งสมทางภาษาอังกฤษในด้านต่างๆที่มากขึ้นในช่วงเวลาที่ทิ้งไว้ บวกกับสมองก็ได้พยายามประมวลเรื่องราวทั้งหมดที่เคยเห็นไปแล้ว ทำให้หลังจากทิ้งไว้ระยะหนึ่ง เราจะรู้สึกเข้าใจเรื่องที่เคยอ่านไปแล้วนั้นได้มากยิ่งขึ้น

วิธีที่ 4 ลองอภิปรายสิ่งที่อ่านกับคนอื่นๆ

เวลาเราอ่านเรื่องอะไรการได้คุยกับคนอื่นๆที่อ่านเรื่องเดียวกันถือเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างความเพลิดเพลินนะคะ ในขณะเดียวกันมันก็ช่วยเสริมสร้างทักษะการอ่านของเราโดยไม่รู้ตัว เพราะต้องพยายามทำความเข้าใจในรายละเอียดเรื่องราวต่างๆของสิ่งที่อ่านเพื่อนำไปพูดคุยกับคนอื่นๆได้ เราเลยจำเป็นต้องพยายามอ่านให้เข้าใจ หรือต่อให้อ่านไม่เข้าใจเราก็สามารถไปถามคนที่อ่านเรื่องเดียวกัน แม้ว่าจะอ่านเรื่องๆเดียวกันสิบคนแต่ไม่มีวันที่ทุกคนจะมีความคิดเห็นเหมือนกันหรอกค่ะ เราจะได้แนวคิดและเข้าใจเรื่องที่อ่านมากขึ้นผ่านหลายๆมุมมอง

วิธีที่ 5 ใช้การจดบันทึกเพื่อช่วย

ยิ่งไม่รู้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องจดมากเท่านั้น เพื่อเตือนความจำทั้งศัพท์ที่ไม่รู้ เนื้อเรื่องโดยรวม ทำให้เราจดจ่อกับเรื่องที่อ่าน การจดช่วยให้เรามีความเข้าใจเรื่องที่อ่านมากขึ้น และยังเป็นการช่วยจดบันทึกด้วยว่าได้อ่านเรื่องอะไรไปแล้ว เรื่องราวเป็นอย่างไร มีศัพท์อะไรที่เกี่ยวข้องปรากฏในเรื่องบ้าง ทั้งศัพท์ที่ไม่เคยเห็น และคำไหนเป็น Keyword ของเรื่อง การจดบันทึกจะเป็นการช่วยย้ำเรื่องที่เราอ่านอีกครั้งให้ไม่ได้อ่านแค่ผ่านตา แต่อ่านแล้วสามารถจดจำได้ด้วย ทีนี้พอกลับมาอ่านบันทึกใหม่เราก็จะนึกภาพเรื่องที่อ่านออกเป็นฉากๆ ทั้งเรื่อง ศัพท์ ที่อาจสามารถนำเอาไปใช้ได้ในการเขียนอีกด้วยนะคะ

วิธีที่ 6 มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน

การอ่านไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดมุ่งหมาย เราก็จะอ่านไปงั้นๆ ไม่มีการพัฒนาอะไร แต่ถ้าตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากพัฒนาการอ่านถึงระดับไหน ในกี่เดือน มันก็จะเป็นกรอบให้เราได้เดินตาม ช่วยให้มีวินัยในการฝึกอ่านมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มความเร็วในการอ่านขึ้นในสามเดือน หรือ ทุกครั้งที่อ่านต้องมีการจดบันทึกเรื่องย่อ สิ่งเหล่านี้จะทำให้การพัฒนาทักษะการอ่านของเราเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้ามีเป้าหมายแล้วเราทำได้ดังเป้าที่วางไว้มันก็เป็นเหมือนกำลังใจว่าในที่สุดเราก็ทำได้สำเร็จแล้วอย่างที่วางไว้นะคะ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงวิธีการง่ายๆที่อยากให้ทุกคนได้ลองไปฝึกกัน บางคนอาจจะมีหลากหลายวิธีที่ช่วยเพิ่มทักษะการอ่านให้ดียิ่งขึ้น ก็ลองเอามาแชร์ให้พวกเราและคนอื่นๆดูบ้างนะคะ

Comments Off

การพัฒนาทักษะทางด้านความคิด

Daniela-Vladimirova-Creativity-Photo-Weapon-Pretty-Woman-Pencil-Biro-Hand-Studio-CC-Eyes-Lips-Fingers-Fallingในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและมีความสลับซับซ้อมมากยิ่งขึ้น การแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิมๆมักใช้ไม่ได้ผล ความคิดสร้างสรรค์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในระดับโลก ระดับชาติ ระดับองค์กร ระดับสถาบันการศึกษา จนถึงระดับปัจเจกบุคคล โลกปัจจุบันเป็นความคิดสร้างสรรค์ช่วยให้แก้ปัญหาเดิมด้วยวิธีการใหม่ทำให้ได้สิ่งที่ดีกว่า เพราะในโลกความเป็นจริงไม่มีรูปแบบใดอยู่ในสภาพตายตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นมิติของสถานที่หรือเวลา แต่มีความแตกต่างซ่อนอยู่เสมอ เพราะองค์ประกอบปลีกย่อยที่ผสมผสานแตกต่างกัน ดังนั้นการเรียนรู้แบบเป็นสูตรจึงไม่สามารถใช้ได้ผลทุกครั้ง ต้องเรียนรู้วิธีการยืดหยุ่นเพื่อสามารถปรับตัวเข้ากับบริบทที่แตกต่างกัน

บางสิ่งบางอย่างที่เราเคยคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ในอดีต แต่ในปัจจุบันมันเป็นไปได้และเป็นไปแล้ว สิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ในวันนี้ เหตุการณ์นี้ สถานที่นี้ มันอาจจะเป็นไปได้ในอนาคต ในเหตุการณ์หรือสภาพแวดล้อมอื่นสถานที่อื่น ดังนั้นอะไรก็ตามที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้อย่าเพิ่งด่วนตัดทิ้งไปเพราะนั่นเท่ากับเป็นการดับอนาคตแห่งความคิดสร้างสรรค์ของตัวเราเอง การคิดสร้างสรรค์จะช่วยให้ง่ายต่อการจัดกระบวนการคิด เพราะเป็นการคิดพัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพิ่มสิ่งใหม่ๆเข้ามาที่ละเล็กละน้อย เราสามารถมองเห็นทั้งกระบวนการคิดและผลลัพธ์ทางการคิดในลักษณะของแผนผังความสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน จากวิธีการฝึกเพื่อพัฒนาศักยภาพการคิดสร้างสรรค์ดังกล่าว จะเห็นว่าเราสามารถพัฒนารูปแบบการคิดของเราได้หลายวิธี เพียงแต่เราต้องให้ความสำคัญกับการคิดสร้างสรรค์อย่างจริงจัง นำเอาวิธีการดังกล่าวนี้ไปฝึกคิดกับเหตุการณ์ต่างๆอยู่ตลอดเวลา เราก็สามารถพัฒนาศักยภาพการคิดให้สูงขึ้นไปได้

การเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นไปสู่การปฏิบัติจริง คนส่วนใหญ่มีความคิดสร้างสรรค์แต่ไม่เคยนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งกระบวนการคิดสร้างสรรค์นั้นไม่ได้จบลงแค่คิดในใจ การเปลี่ยนความคิดไปสู่การปฏิบัตินั้นต้องเอาชนะอุปสรรคหลายอย่าง เช่นความไม่มั่นใจในตัวเอง ความขลาดกลัว และต้องมีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในความเพียรไม่ว่าจะใช้เวลานานสักเท่าใด ก็จะไม่แปรเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ที่ได้เพาะตัวเป็นรูปร่างและติดตามจนกระทั่งเกิดความสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ การเปิดใจกว้างเพื่อนำไปสู่วิธีการแก้ไขปัญหา นักคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จะทำการคัดเลือกความคิดเห็นและข้อมูลต่างๆไว้เป็นจำนวนมากก่อนที่จะพิสูจน์แยกแยะให้ได้ความคิดเห็นที่ดีที่สุด ดังนั้นคนเราจึงต้องแสวงหาและเปิดประตูสู่ความคิดไมว่าจะเป็นจากการอ่าน การสังเกตและการทำงานร่วมกัน

Comments Off

การพัฒนาตนเองเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตจะต้องมีการพัฒนาในมิติต่างๆ

3ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและเหนือความคาดหมาย จนทำให้มนุษย์เราต้องมาปรับปรุงและพัฒนารูปแบบการใช้ชีวิตให้สอดคล้อง และรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสังคมหนึ่งๆ จะต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันภายใต้ความแตกต่างกันทั้ง อายุ, รายได้, ระดับการศึกษา, รสนิยมและเป้าหมายในการดำเนินชีวิตโดยบุคคลเหล่านี้ ย่อมมีความต้องการ มีอำนาจในการซื้อ และความพึงพอใจที่หลากหลาย ซึ่งพื้นฐานในความต้องการและพฤติกรรมของมนุษย์นั้นจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในเรื่องของ ค่านิยม, การรับรู้, ความพอใจ และพฤติกรรมผ่านสถาบันครอบครัว, เพื่อน และสังคม หรือบุคคลอื่นๆ ที่มีอิทธิพล โดยมีวัฒนธรรมแทรกซึมอยู่ในการดำเนินชีวิตของบุคคลในแต่ละวัน

วัฒนธรรมของบุคคลจะเป็นตัวพิจารณาถึงการบริโภคและการใช้บริการต่างๆ ทำให้มนุษย์ต้องศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันต่อโลก-ทันคน โดยเริ่มจากการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความสามารถของตัวเองให้มีมากขึ้นมนุษย์เรามีความต้องการที่จะให้ตนเองเจริญก้าวหน้า ดังนั้น  ทุกคนจึงต้องพยายามพัฒนาตนเองเพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น มีการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและมลภาวะที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการดำเนินชีวิต การเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรม ทำให้มนุษย์มีรสนิยมสูงขึ้น ปรารถนาสิ่งที่ดีขึ้นหรือดีที่สุด มีความสามารถที่จะทำตัวเองให้เข้ากับบุคคลอื่นให้ได้และเป็นที่รักใคร่ชอบพอแก่ทุก ๆ คน การพัฒนาตนเอง เป็นทั้งการพัฒนาความรู้, ทักษะ และพฤติกรรม ไปสู่การพัฒนาทัศนคติ แรงจูงใจ และอุปนิสัยเพื่อค้นหาตนเอง เพิ่มทักษะ รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การพัฒนาตนเองอาจเป็นการพัฒนาที่จิตใจของตนเอง หรือพัฒนาไปสู่ความสำเร็จในชีวิต ทำให้มีคุณภาพชีวิต มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามที่ใจปรารถนา

การพัฒนาตนเองเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต จะต้องมีการพัฒนาในมิติต่างๆ ดังต่อไปนี้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านร่างกาย ได้แก่ การให้ความสำคัญกับสุขภาพ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอบริโภคอาหารอย่างถูกสุขลักษณะเป็นการการพัฒนาให้ร่างกายมีความแข็งแรง สมส่วนและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านอารมณ์ ได้แก่ การสร้างเสริมสุขภาพจิตใจที่ดีรู้จักควบคุมอารมณ์โดยการพัฒนาทางด้านจิตใจด้วยการให้ทาน การทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ การเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการ การฝึกสมาธิ การผ่อนคลายด้วยการฟังเพลง การพักผ่อน การท่องเที่ยว เป็นต้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านสังคม เป็นการสร้างการยอมรับและยกย่องจากสังคม ได้แก่ การเข้าร่วมกิจกรรมกับสังคม หรือหน่วยงานต่างๆ ใช้เวลาว่างบำเพ็ญประโยชน์เพื่อชุมชนให้ความร่วมมือกับสังคมในด้านต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติตนโดยยึดหลักของกฎหมายและคุณธรรม จริยธรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิตทางด้านสติปัญญา เป็นการเพิ่มทักษะทางด้านความรู้ให้กับตนเอง ได้แก่ การอ่านหนังสื่อ การเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้ด้านต่างๆ การศึกษาข้อมูลสารสนเทศจากสื่อต่างๆ การสังเกตและติดตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ฯลฯ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลจะต้องเริ่มต้นด้วยตัวเองเปิดใจยอมรับกับการพัฒนาตนเองพัฒนาคุณภาพชีวิต ต้องมีความพร้อมสำหรับการศึกษาเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงแล้วจะทำให้บุคคลนั้นสามารถใช้ชีวิตร่วมกันกับคนอื่นๆ ในสังคมได้อย่างมีความสุข

Comments Off

การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสมนั้นเป็นการขยายขอบเขตของการเรียนรู้มากขึ้น

1

เทคโนโลยีกับการใช้ชีวิตประจำวัน ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างรวดเร็วทำให้ชีวิตของมนุษย์ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการใช้ชีวิตประจำวันอยู่เสมอ การใช้ชีวิตของคนเราในปัจจุบันได้มีการใช้เทคโนโลยีตั้งแต่เริ่มตื่นนอน เพราะในการตื่นนอนก็จะต้องใช้นาฬิกาปลุกหรือมือถือตั้งปลุก มาถึงในเรื่องการรับประทานอาหารก็ต้องใช้ไมโครเวฟในการทำอาหาร ไม่ว่าจะซักผ้าหรือทำความสะอาดบ้าน หรือทำอะไรก็ตามมนุษย์เราก็มักจะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและพึ่งพิงเทคโนโลยีอยู่เสมอ การใช้เทคโนโลยีของมนุษย์ที่เห็นได้ชัดเจนก็คงจะหนีไม่พ้นการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันโดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือ ในยุคนี้คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่าโทรศัพท์มือถือไม่มีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ การใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในการทำงาน การหาข้อมูลและความบันเทิง การรับ-ส่ง E-mail การสนทนาออนไลน์ การเล่นเกมส์ออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการรับข้อมูลข่าวสารผ่านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตก็สามารถ อำนวยความสะดวกในเรื่องการติดต่อสื่อสารระหว่างกันของมนุษย์ให้เป็นเรื่องที่ง่ายดายขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดเวลาไหนเราก็จะสามารถที่จะหาข้อมูลและข่าวสารที่เกิดขึ้น ในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างทันท่วงที เทคโนโลยีก่อประโยชน์ แก่ระบบการศึกษามากขึ้น มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษาสามารถเร่งอัตราการเรียนรู้ให้เร็วขึ้น ลดภาระทางด้านการบริหารของครูและยังทำหน้าที่แทนครูในการถ่ายทอดเรื่องราว หรือข่าวสารประจำวันต่าง ๆ

การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสมนั้นเป็นการขยายขอบเขตของการเรียนรู้ออก ไปได้อย่างกว้าง ระบบการสื่อสารในปัจจุบันได้ช่วยเพิ่มความสามารถให้กับคนเรา ดังนั้นสื่อการสอนในยุคใหม่นี้จึงสามารถจำลองสถานการณ์จริง ช่วยย่นระยะทางและเหตุการณ์ที่อยู่คนซีกโลกมาสู่นักเรียนได้ ทำให้การเรียนเป็นไปอย่างฉับพลันยิ่งขึ้น เทคโนโลยีการสอนเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างที่อยู่ภาย นอกโรงเรียนและโลกที่อยู่ภายในโรงเรียน ทำให้เกิดความเสมอภาคของการศึกษามากขึ้น และทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ทุกหนแห่ง เทคโนโลยีพร้อมที่จะหยิบยื่นความรู้ให้แก่ทุกคนเสมอ คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตก็ยังถูกนำมาใช้ในเรื่องการค้าและพาณิชย์ด้วยเช่นกัน จะ เห็นได้จากการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ในแต่ละวันล้วนต้องใช้และพึ่งพา เทคโนโลยีตลอดเวลา ไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมใด ๆ ก็ตามก็มักจะมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง และเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ ก็ยังสามารถที่จะเชื่อมต่อกันได้จึงทำให้เราสามารถที่จะติดต่อกับบุคคลอื่น ๆ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา อย่างไรก็ตามในการใช้เทคโนโลยีนั้นเราก็ควรใช้เทคโนโลยีในทางที่ก่อให้เกิด ประโยชน์แก่ตัวเรามากที่สุด ไม่ควรใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และในบางครั้งมนุษย์เราก็ควรหันมาทำอะไรด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพิงเทคโนโลยี บ้างเพื่อให้เราได้รู้จักใช้สมองและร่างกายของเราฝึกทำอะไรด้วยตนเองก่อนที่ มนุษย์เราจะต้องตกเป็นทาสของเทคโนโลยี

Comments Off